แพทย์แผนไทยประยุกต์

ขออภัย  บดสอบเซิฟเวอร์

ชีวิตของการเป็นนักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ตัวน้อยๆ

สวัสดีครับ ผม

Golfty มีเรื่องราวดีๆที่น่าสนใจมาบอกครับ ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยิน แพทย์แผนไทยประยุกต์กันมาบ้าง หลายท่านคงสงสัยว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร เหมือนแพทย์ไหม  แล้วมีงานรองรับไหม ทำงานที่ไหนได้บ้างและตำแหน่งอะไร ผม Golfty จะมาเล่าให้ฟังนะครับ

 

เริ่มจากวิชาที่ศึกษาก็จะเป็นวิชาทั้งทางสายสังคมและภาษา วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ แพทย์ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แพทย์แผนไทยประยุกต์ วิชาที่เราจะต้องใช้รักษาผู้ป่วยให้หายจากความทุกข์ทรมานของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ พี่จะขอพูดอย่างคร่าวๆนะคับ

 

 

เริ่มต้นที่ปี

1 ก่อนเลยแล้วกัน โดยสายสังคมและภาษา จะมีการศึกษาประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และปรัชญา จาก TU110 และ TU120 ซึ่งการเรียนจะเป็นห้องเรียนที่ใหญ่มาก คือ ห้องเรียน1,000 คน เป็นหนึ่งในวิชาบังคับของมหาวิทยาลัยที่ต้องเรียนทุกคณะดังนั้นเราก็จะเจอคณะอื่นที่ห้องเรียนนี้ เช่น วิศวกรรมศาสตร์(สาวๆคงแอบดีใจ หรือหนุ่มใจสาวคงยิ้มน้ำลายไหลเลยล่ะซิ) บัญชี เศรษฐศาสตร์(สองคณะที่หนุ่มตี๋ๆเรียนกัน ท่าทางคุณชายนิดๆ) วิทยาศาสตร์ สังคมวิทยา สังคมสังเคราะห์ นิติ(คนหัวหมอน่าตาดีจ้า) และคณะอื่นๆอีกมากมาย การเรียนก็จะเป็นการดูตามหนังสือแล้วจดตามที่อาจารย์พูด เพราะสไลด์ที่เอามาสอนเหมือนกันเลย จึงแค่จดตามที่อาจารย์พูดพอ ต่อมา TU130 เป็นวิชาที่ว่าด้วย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งสิ้น หนังสือหนามากมายแต่ออกข้อสอบทุกจุด ไม่เว้นแม้กระทั่งคำพูดใต้รูปภาพ(โหดโคตร) ก็เหมือนกับ TU110 และ TU120 คือ เรียนที่ห้องเรียน1,000 คนเหมือนกัน หลายคณะเช่นกัน เพราะเป็นวิชาบังคับเหมือนกัน เรียนคล้าย วิทยาศาสตร์กายภาพปนชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์  สรุปคือ วิทยาศาสตร์ทั้งมวลนั่นเอง  

 

ต่อมาเป็นภาษาอังกฤษ(วิชาบังคับครับ)ที่มหาวิทยาลัยจะตัดเกรดของน้องๆก่อนจะให้ลงเรียนก่อนเลย คือ ตัดตามคะแนนภาษาอังกฤษ

O-Net ถ้าใครได้เยอะก็เรียนตัวสูงสุดหรือไม่ต้องเรียนเลย ถ้าปานกลางก็เรียนตัวปานกลางและตัวสูงสุด แต่ถ้าได้น้อยถึงน้อยสุดก็เรียนตัวพื้นฐานเลย โดยจะแบ่งเป็นรหัสวิชาคือ EL070 EL171 และ EL172 สำหรับขั้นเทพ(คือไม่ต้องเรียน) จะเรียกว่า ACC ซึ่งการตัดคะแนนภาษาอังกฤษ O-Net จะต่างกันในแต่ละปีอยู่ที่ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ในแต่ละปี ถ้าน้อยก็ตัดต่ำลงมา ถ้ามากก็ตัดสูงขึ้น แต่จะแตกต่างกันไม่มากหรอกคับ

 

ต่อไปก็ภาษาไทย

TH161 วิชาบังคับอีกเช่นเคย ก็เรียนหลักภาษาไทย วรรณคดี การฟังพูดอ่านเขียน เหมือนเรียนมัธยมปลายครับ แล้วแต่ดวงของน้องๆแล้วว่าจะเจออาจารย์โหดไหม ก็ไม่มีอะไรมากถ้าเจออาจารย์โหดก็เจอการบ้านมากมายเท่ากองภูเขาเท่านั้นเอง เป็นอีกตัวหนึ่งที่ต้องเรียนรวมกับคณะอื่นครับ ข้อสอบเขียนทั้งหมดนะบอกไว้ก่อน แต่ถ้าขยันทำการบ้านพี่เชื่อว่าน้องต้องทำข้อสอบได้แน่นอน

 

ถัดมาก็ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ได้แก่ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ ทุกวิชาจะมีการปฏิบัติการทั้งหมด ยกเว้น คณิตศาสตร์จะไม่มี โดยรวมก็เรียนเนื้อเหมือนของมัธยมปลายเพียงแต่เพิ่มหลักการ ทฤษฎี และงานวิจัยต่างๆ ทำให้ดูเข้าใจมากขึ้น(หรือน้อยลงก็ไม่ทราบ) จากเรียนสามปี มาผนวกกันเหลือปีเดียว เก่งไหมล่ะ อาจารย์มหาวิทยาลัยนี้(นักศึกษาอ่านกันเกือบตายก่อนสอบ) ซึ่งอีกเช่นกันกับวิชา

TU คือเราจะเรียนห้องเรียนใหญ่ คือ บร.1 ซึ่งเรียนรวมหลายคณะ เช่น สหเวช และวิทยาศาสตร์ จึงได้เจอคณะอื่นๆอีกเช่นเคย

 

โดยในวิชา

TU ทั้งสามตัว TH161 ELทั้งหมด และฟิสิกส์ จะเรียนกันทั้งคณะนะครับ หมายความว่าจะตัดเกรดพร้อมกับแพทย์ด้วย แต่ไม่ใช่แค่คณะเรานะน้องแต่ตัดกันทั้งมหาวิทยาลัยนะครับ สู้ๆน้องอย่าไปกลัวล่ะ

 

ต่อมาก็จะเข้าสู่สายวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้วครับ น้องๆคงงงว่าเรียนกันเลยปีหนึ่งเนี้ยนะ ใช่คับปีหนึ่งเรียนเลย เราจะเรียน

Anatomy และ Physiology คับ นั่นก็คือ กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา ครับ น้องๆหลายคนคงเคยได้ดู เรื่อง ศพ นะครับ เราเรียนกันคล้ายๆแบบนั้นต่างที่เราไม่ต้อง ดิสเซก(ผ่า)เอง มีทางอาจารย์ได้ทำไว้ให้น้องแล้วเพียงแต่น้องต้องแหวกดูเอาเอง หรือจับคล้ำดูเอง โดยเมื่อถึงคาบ Lecture(บรรยาย) เราจะเรียนกับคณะพยาบาลคับ(เราจะเจอกับพวกนางร้าย อุ๊ย ไม่ใช่ นางฟ้าถึงสองปีครับ) ต่อมาเมื่อถึงคาบ Lab(ปฏิบัติการ) ก็จะพี่อาจารย์ Brief(สอนอย่างย่อๆ) สั้นๆคับ แล้วจะให้เราดูเองจนกว่าจะหมดเวลาครับ น้องๆไม่ต้องกลัวนะครับ ครั้งแรกอาจะเกร็งนิดหน่อยแล้วครั้งต่อๆไปจะชินไปเองครับ(อย่าลืมเอาพวงมาลัยไปถวายพวกท่านล่ะครับตามธรรมเนียมก่อนเรียนครั้งแรก) ถัดมาก็ สรีรวิทยา เป็นวิชาที่เรียน  Lecture และ Lab ในคาบเดียวกัน หมายความว่า Lab จะเป็นแล็บแห้ง คือ การดู VDO หรือ VCD เอาแล้วทำแบบทดสอบในห้องเรียนเลย ซึ่งเราจะเรียนกับ พี่ปีสองสหเวช และ พยาบาลปีหนึ่ง ครับ เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับระบบกลไกต่างๆในร่างกายว่าทำงานเช่นไร ในลักษณะที่ปกตินะครับ ไม่ยากครับ แค่จำเยอะเท่านั้นเอง

 

ตัวสุดท้ายของปี

1 ก็คือ เภสัชกรรมไทยประยุกต์ 1 เป็นการเรียนในวิชาแพทย์แผนไทยประยุกต์ครั้งแรก ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ว่า จรรยาเภสัชมีอะไรบ้าง สมุนไพรมีอะไรบ้าง รสอะไร  สรรพคุณรักษาอะไรได้บ้าง ใช้ขนาดเท่าไร และปรุงยาอย่างไร เป็นตัวที่สำคัญมาก เพราะไว้ใช้สอบใบประกอบโรคศิลปะเภสัชกรรมแผนไทย ซึ่งเป็นใบแรกด้วย โดยข้อสอบ 100% ออกของ เภสัชกรรมไทยประยุกต์ 1 ประมาณ 60-70% เชียวล่ะ และเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าเราจะสามารถเรียนต่อในปีถัดๆไปได้หรือไม่ เพราะเราต้องเป็นหมอที่เก่งทางยาสมุนไพรด้วย จึงจะต้องเรียนสมุนไพรอีกถึงสี่ปีเพื่อที่จะได้รู้ลึกรู้จริงและนำไปใช้ได้จริงด้วย เราจะต้องมีความรักและอดทนต่อสมุนไพรค่อนข้างมากด้วย ซึ่งการเรียนก็จะมี Lab ให้ดูสมุนไพรแล้วจำให้ได้ และมีการไปเดินป่าสมุนไพรด้วย สนุกมากๆ แต่กลับมารายงานบานเลย

 

จบในส่วนของปีหนึ่งแล้วคับ ต่อมาจะเป็นส่วนของปีสองนะครับ ซึ่งปีนี้น้องจะถูกเรียกว่าชั้นพรีคลินิกเพราะเราจะได้ศึกษาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสายการแพทย์ และแพทย์แผนไทยประยุกต์ อย่างจริงจังเพื่อเตรียมขึ้นชั้นคลินิกแล้ว โดยในปีสองนี้จะแบ่งเป็น

3 สาย คือ สายภาษา สายวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแพทย์แผนไทยประยุกต์ โดยสายภาษาจะเป็นการเรียน ภาษาอังกฤษสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ(เป็นตัวเดียวกับที่คณะทันตแพทย์เรียนนะครับ) สายวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แก่ Pathology and cell biology , Biochemistry , Locomotion and Nervous system , Microbiology and Parasite และ  Phramacology และสุดท้ายก็สายแพทย์แผนไทยประยุกต์ ได้แก่ Phramacognosy , Behavior and behavior change , Natural medicine , Massage 1 , symptomatology , Law for ATTM , Medicine 1 และ Food and nutrition

 

เริ่มต้นที่ ภาษาอังกฤษสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ จะได้เรียนทั้งหมด

2 ตัวด้วยกัน โดยการเรียนจะเรียนหนักไปทางภาษาอังกฤษที่ใช้ในทางการแพทย์ มีทั้งการเรียนเชิงวิจัย การอ่านจุลสารที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ มีการทำรายงานทั้งเดี่ยวและกลุ่มมากมาย พูดหน้า Class บ่อยมากๆ(การบ้านท่วมหัวแต่เอาตัวรอดได้ถ้ามีเพื่อนขยัน อิอิ) พูดภาษาไทยในคลาสน้อยมากๆ

 

ต่อมาก็ Pathology and cell biology จะเป็นการเรียนระบบต่างๆของร่างกายที่ผิดปกติทั้งหมด ซึ่งจะนำทั้ง Anatomy และ Physiology มาประยุกต์ใช้ด้วย เพราะเราจะต้องรู้ระบบกลไกของร่างกายที่ปกติก่อน ว่าเกิดที่ตำแหน่งไหน ทำหน้าที่อะไร ทำงานอย่างไร แล้วจึงจะทราบว่าผิดปกติที่จุดไหน เป็นวิชาที่ยากมาก ซึ่งเราจะได้เรียนกับอาจารย์หมอซึ่งเป็นแพทย์ทางแผนปัจจุบันทั้งหมดทุกคาบ น้องๆจะต้องจดเร็วและเข้าใจให้เร็วกว่าวิชาอื่นๆ เพราะถ้าตกไปสักจุด หรือ แอบหลับไป น้องจะไม่เข้าใจเลย เพราะศัพท์ทางแพทย์มากมายมหาศาล ชื่อโรคก็มาก ต้องใช้เวลาจำมากหน่อย การตัดเกรดก็โหดนิดหน่อยคือ ตัด 50/50(เก็บจากสอบกลางภาคและปลายภาคอย่างละ 50%) แต่คงไม่ยากเกินว่าที่คุณหมอแผนไทยประยุกต์หรอก ใช่ไหมคับ
                ถัดมาก็
Biochemistry เป็นวิชาที่มีการทำแล็บอีกแล้ว ต้องคอยส่ง Data lab ซึ่งส่งไม่ค่อยจะทันสักเท่าไรแต่ก็ทันนะครับ(เอ๊ะ ยังไง) เนื้อหาก็มหาศาลถล่มทลายมากมายเท่าระบบสุริยจักรวาล การเรียนก็เริ่มปูพื้นฐานของสารอาหารทั้ง 5 หมู่ก้อนจากนั้นจะเริ่มลึกขึ้น จนถึงระดับเซลล์ของสิ่งมีชีวิต การตรวจเลือด และการทำ PCR  แต่โดยรวมเป็นวิชาที่ไท่ยากแต่เนื้อหาเยอะเท่านั้นเอง  

 

รายวิชาต่อไปก็คือ

Locomotion and Nervous system วิชานี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีเนื้อหาเยอะมาก เป็นการนำทั้ง Anatomy และ Physiology มาเรียนต่อเนื่อง โดยในส่วนของ Anatomy จะมีการสอน origin(จุดเกาะต้นของกล้ามเนื้อ) , insertion(จุดเกาะปลายของกล้ามเนื้อ) และ Action(การกระทำของกล้ามเนื้อว่าเป็น ยืดหรือหด หุบหรือกาง คว่ำหรือหงาย เป็นต้น) เข้าไปด้วย ในส่วนของ Physiology ก็จะเรียนลึกขึ้นในเรื่องของ ระบบประสาท โดยจะนำไปโยงกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย(ฟังดูอาจจะงงๆนะครับ ต้องมาเรียนเองครับ) วิชานี้จะมีแต่ Lecture ครับไม่มี Lab

 

ต่อมาก็

Microbiology and Parasite เป็นวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าจำที่ดีเลิศครับ เพราะน้องๆจะต้องจำ ทั้ง โลหิตวิทยา ระบบภูมิคุ้นกัน แบคทีเรีย ไวรัส รา ปรสิต(พยาธิต่างๆ รวมถึงแมลงนานาพันธุ์ด้วย) เยอะแยะมากมายเช่นเคย น้องๆจะต้องจำตั้งแต่รูปร่างลักษณะ การขยายพันธุ์ การติดต่อ การป้องกันและรักษา พูดได้คำเดียวว่า โคตรจำ ครับ วิชานี้มี Lab ด้วยนะ ซึ่ง Lab ก็เสี่ยงติดเชื้ออยู่หลาย Lab เลย เช่น การเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย การเจาะเลือด เป็นต้น

 

ถัดมาก็คือ

Phramacognosy เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวงศ์ของพืช ทั้งลักษณะ คุณสมบัติ สรรพคุณ และชนิดของพืช ขอบอกว่าจำเยอะมากๆ แต่อาจารย์ก็จะมีวิธีที่ทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นด้วย วิชานี้มีทั้ง Lecture และ Lab โดย Lab ก็จะเป็นการดูสมุนไพรสดซึ่งเยอะมากๆ และก็ยังมีการดูผงยาจากสมุนไพรด้วย(ดูยากนิดหน่อย)

 

ต่อมาก็

Behavior and behavior change เป็นการเรียนที่สนุกที่สุดในปีสองก็ว่าได้ เพราะมีการแสดง การเล่นละคร การพูดหน้าชั้น แต่พอเรียนตัวเนื้อหาจะน่าเบื่อมาก มีทฤษฏีเยอะมาก แต่ขอบอกก่อนว่ามีข้อสอบเขียนด้วยนะครับ เขียนเยอะเชียว

 

ต่อไปก็

Natural medicine จะพูดว่าเป็นจรรยาบรรณแพทย์แผนไทยประยุกต์ก็ว่าได้ มีการไปฟังเทศน์ที่วัดกับพระด้วย ดูเหมือนจะเป็นวิชาที่ง่ายแต่ข้อสอบไม่ง่ายนะครับน้อง วิชานี้จะกล่าวถึง ธรรมานามัย น้องๆคงงงว่าคืออะไร เอาแบบง่ายก็คือการเอา ธรรมะกับอนามัย มาบวกกันครับ เป็นการดูแลสุขภาพโดยอาศัยธรรมะ ประมาณนี้ แต่ความหมายที่แท้จริงไม่ใช่แบบนี้นะครับ

 

ถัดมาก็

Massage 1 เป็นการเรียนนวดของแพทย์แผนไทยประยุกต์ครับ ซึ่งเรียกว่า หัตถเวชกรรมไทยประยุกต์ 1 จะเป็นการเรียนนวดพื้นฐาน และ สัญญาณ น้องคงจะงงว่าสัญญาณคืออะไร ก็คือการนำการนวดพื้นฐานมาแล้วนวดเฉพาะจุดที่ต้องการรักษาตามที่ตำราหรือท่านอาจารย์ได้สอนไว้ ไว้น้องได้ศึกษาจะเข้าใจมากขึ้นครับ เป็นวิชาโหดเอาพอดูเพราะมีการฝึกยกกระดาน(คือการทำโยคะท่าหนึ่งที่ใช้แต่ข้อนิ้วมือสุดท้ายของแต่ละนิ้วมือยกตัวขึ้นมาโดยขาจะต้องนั่งขัดสมาดเพชรด้วย) เป็นเวลาตามที่อาจารย์ตั้งไว้ จุดประสงค์ก็เพื่อฝึกกำลังนิ้วมือที่ใช้ในการนวดรักษาครับ

 

ต่อมาก็

symptomatology เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับ อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยในแต่ละโรค ขอบอกว่ายากมากๆ น้องๆจะได้เรียนกับอาจารย์หมอซึ่งเป็นแพทย์ทางแผนปัจจุบันทั้งหมดทุกคาบ ซึ่งจะต้องเรียนรู้จากผู้ป่วยแผนกต่างๆ เช่น อายุรกรรม ศัลยกรรม เด็ก ผิวหนัง และอื่นๆ ข้อสอบก็ยากมากด้วย มีการแบ่งกลุ่มทำ Topic discussion ด้วยประมาณว่าสมมติ case ผู้ป่วยให้แล้วไปทำการซักประวัติ ตรวจและรักษาจากที่เรียนมา เหนื่อยแน่นอนครับวิชานี้

 

ต่อไปก็

Law for ATTM ก็เป็นวิชาที่ว่าด้วย กฎหมายสำหรับแพทย์แผนไทยประยุกต์ครับ จะเรียนทั้ง พ.ร.บ.ประกอบโรคศิลปะ พ.ร.บ.สถานพยาบาล และพ.ร.บ.ยา ซึ่งแต่ละอันมีข้อแยกย่อยเยอะมาก ข้อสอบหลอกเยอะด้วย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่แพทย์แผนไทยประยุกต์จะพึงต้องมีทุกคน

 

ถัดมาก็

Medicine 1 เป็นการเรียนเกี่ยวกับคัมภีร์ที่ใช้รักษาโรค จะเป็นการเรียนแบบกลุ่มย่อยโดยอาจารย์จะให้ Case study มาในแต่ละคาบแล้วเราก็แบ่งกลุ่มกันแล้วนำมาเสนอหน้าชั้นเรียน และอาจารย์จะพูดสรุปท้ายคาบนั้นอีกทีหนึ่ง ภาษาบาลีจะค่อนข้างมาก แต่วิชานี้จะเป็นพื้นฐานของการรักษาที่เราต้องนำมาใช้ให้เป็นครับ

 

ตัวสุดท้ายของปีสองก็คือ

Food and nutrition เป็นการเรียนเกี่ยวกับ อาหารและโภชนาการ เป็นการเรียนที่สนุกมากๆเพราะมีแต่อาจารย์ใจดี ตลกๆ มีการไปดู Ward ผู้ป่วยด้วยครับ(ไปดูการให้อาหารทางสายยางและทางเส้นเลือด) ข้อสอบก็ไม่ยากด้วย ได้กินของอร่อยๆ(บางครั้งในคาบ Lab ครับ)

 

จบในส่วนของปีสองแล้วคับ ต่อมาจะเป็นส่วนของปีสามนะครับ ซึ่งในปีนี้น้องๆจะถูกเรียกว่าพี่ชั้นคลินิกแล้ว เพราะเราจะได้ปฏิบัติและดูกับผู้ป่วยจริงแล้ว มีการเดินบนโรงพยาบาลแล้ว ได้ใส่กาวน์ยาวอย่างเต็มภาคภูมิแล้วคับ น้องๆจะได้ปักชื่อบนกาวน์ว่า นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์(นศ.พท.)แล้ว โดยในปีสามนี้จะแบ่งเป็น

2 สาย คือ สายแพทย์ และแพทย์แผนไทยประยุกต์ โดยทางแพทย์เราจะได้เรียน Surgery ในส่วนแพทย์แผนไทยประยุกต์ จะได้เรียน เภสัชกรรมไทยประยุกต์ 2-3 , ผดุงครรภ์ 1 , Medicine 2 , Massage 2 , การประยุกต์ใช้การแพทย์แผนไทยประยุกต์กับระบบสาธารณสุข

 

ขอเริ่มจาก เภสัชกรรมไทยประยุกต์

2 น้องจะได้เรียนช่วงซัมเมอร์ปีสองครับ เลือกเวลาเองไม่ได้ด้วย จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับ การผลิตยาทั้งหมดเลยครับได้ทำเองทั้งหมด ไม่ยากแต่ลำบากสำหรับคนที่แพ้ฝุ่นเพราะจะมีฝุ่นจากผงยาเต็มห้องทำยาไปหมด ข้อสอบก็ไม่ยาก แต่จะยากตอนสอบ Lab เท่านั้นเอง(สำหรับรูปแบบการสอบขอไม่บอกให้เจอเอาเองดีกว่า อิอิ)

 

ส่วนวิชาที่เหลือตอนนี้พวกพี่กำลังศึกษาอยู่ครับ จึงไม่กล้าชี้แจงอะไรมากเอาเป็นพูดคร่าวๆแล้วกัน

 

 

โดยวิชา

Surgery น้องจะมีการเวรดึกด้วยที่แผนกฉุกเฉิน สนุกดีครับแต่ยืนกันเมื่อยหน่อยเท่านั้นเอง มีแต่อาจารย์หมอซึ่งเป็นแพทย์ทางแผนปัจจุบันทั้งหมดทุกคาบ น้องจะต้องใส่เสื้อกาวน์ยาวเรียนทุกคาบด้วยนะครับ ในวิชาอื่นๆนั้นจะเป็นการเรียนต่อเนื่องจากตอนปีสองแต่จะมีการไปฝึกปฏิบัติที่โรงพยาบาล และ OPD(คลีนิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์) ด้วย จะมีก็ผดุงครรภ์ 1 และการประยุกต์ใช้การแพทย์แผนไทยประยุกต์กับระบบสาธารณสุข ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ซึ่งในส่วนของ ผดุงครรภ์ 1 จะเป็นการเรียนการทำคลอด การดูแลแม่และเด็ก โดยจะได้เรียนกับอาจารย์หมอซึ่งเป็นแพทย์ทางแผนปัจจุบันทั้งหมดทุกคาบ มีการไปดูการทำคลอดด้วย(มีบางคนเป็นลมด้วยครับ) ในส่วนวิชาการประยุกต์ใช้การแพทย์แผนไทยประยุกต์กับระบบสาธารณสุขก็เรียนแต่ Lecture กับไปดูการสาธิตวิธีการดูแลผู้ป่วยที่ห้อง Skill Lab ครับไม่ยากๆแต่เนื้อหาเยอะมาก

 

การเรียนโดยรวมเราจะเรียนวิชาที่คล้ายแพทย์แผนปัจจุบันแต่เราจะเรียนทางแพทย์แผนไทยประยุกต์เป็นหลักแล้วนำหลักการของทั้งสองแผนที่พอคล้ายๆกันมาจับคู่กัน จุดไหนที่แผนไหนขาดตกไปก็นำอีกแผนมาช่วย โดยประมาณครับ

 

เรื่องงาน ผมรับรองว่าทุกคนมีงานทำแน่นอนครับ อยู่ที่ว่าเลือกงานไหม ซึ่งโดยทั่วๆไปหลายๆโรงพยาบาลก็ได้เปิดแผนกการแพทย์แผนไทยประยุกต์แล้ว ซึ่งเราก็สามารถไปทำได้หมดทุกที่ ถามว่าต้องนวดรักษาเองไหมก็อยู่ที่ว่าที่โรงพยาบาลนั้นสนับสนุนเพียงใด ถ้าสนับสนุนดีก็อาจไปยืนคุมคนที่มานวดแทนเราก็ได้ หรือถ้าสนับสนุนน้อยก็จะเป็นเราที่ต้องลงนวดเองครับ ในทางการจ่ายยาเรามีสิทธิจ่ายยาตำรับทางแผนไทยซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขรับรองได้เกือบหมดเลยครับ ส่วนการตรวจรักษาก็ใช้หูฟังและเครื่องมือแพทย์ได้ทั้งหมด

13 ชนิดมาตรวจอาการผู้ป่วยได้ ในตำแหน่งงาน ณ ตอนนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขยังไม่กำหนดแน่ชัด แต่ที่เข้าใจคือเรียกว่า แพทย์แผนไทยประยุกต์แล้วตามด้วยชื่อแพทย์ไปเลยครับ ลักษณะเหมือนที่ใช้เรียกนักกายภาพบำบัดและเทคนิคการแพทย์ครับ

 

สุดท้ายนี้ พี่อยากจะบอกว่า ไม่ว่าเราจะเรียนเป็นแพทย์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนตะวันออก แพทย์แผนจีน ไม่ว่าจะแผนไหนต่างล้วนแล้วมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือดูแล บำบัด รักษา ผู้ป่วยให้หายจากอาการหรือโรคต่างๆที่นำมาซึ่งความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย รวมไปถึงกันป้องกันและส่งเสริมสุขภาพด้วย ทุกวิชาชีพที่กล่าวมานี้มีความจำเป็นต่อคนไทยทั้งสิ้นในแง่สาธารณสุขของชาติ ดังนั้นน้องๆไม่จำเป็นต้องนำวิชาชีพของเราไปเปรียบเทียบกับวิชาชีพอื่นๆเลย เพราะทุกวิชาชีพมีจุดมุ่งหมายเดียวกันทั้งสิ้น ขอเพียงน้องมีความตั้งใจจริงที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้ามาหาเราให้เต็มที่เต็มแรงก็เพียงพอแล้ว

ที่มา www.dek-d.com

โดย กองบรรณาธิการSpufriends
วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2551
พิมพ์หน้านี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: